• เปิดทำการ จันทร์ - ศุกร์ : 9:00 - 18:00 น.

Category Archives: กลุ่มบทความ

ลมยางที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ ทำไมลมยางที่มากไปถึงไม่ดี?

คนส่วนใหญ่จะคิดว่า เราควรเติมลมยางสูงสุดตามสเกลที่ฝาถังน้ำมันรถแต่ละคันระบุไว้ แต่ในความเป็นจริง ลมยางที่ดีที่สุดอาจจะไม่ใช่ลมยางที่มากที่สุด เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล การหาลมยางที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญมาก รถบางคัน ผู้ผลิตอาจจะระบุว่าเราลมยางที่มากที่สุดที่เติมได้คือ 35 หมายความว่ารถยนต์ต้องการลมยาง 35 เพื่อให้รถสามารถบรรทุกของหนักได้มากที่สุด แต่โดยปกติแล้ว ลมยางรถที่มากที่สุดคือ 30-35

จะเกิดอะไรขึ้นหากเราเติมลมยางจนเต็ม

การเติมลมยางจนเต็ม จะทำให้อายุการใช้งานยางลดลง เมื่อยางถูกลมสูบเข้าจนเต็ม ดอกยางจะขยายมากเกินไปขณะที่รถกำลังวิ่ง ทำให้เซ็นเตอร์ยางเสื่อมสภาพไวกว่าปกติ และการเต็มลมยางที่มากเกินไปยังทำให้มีโอกาสเกิดยางระเบิดได้ 

เราควรเติมลมยางเท่าไหร่ดี

ผู้ผลิตรถจะแนะนำลมยางที่ควรเติมคร่าวๆผ่านทางสติ๊กเกอร์ที่ติดมากับประตูรถ คู่มือรถหรือฝาถังน้ำมัน ลมยางที่แนะนำปกติจะอยู่ระหว่าง 30-35 เลขเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกถึงแรงดันอากาศอย่างน้อยที่รถต้องการใช้ในการพยุงตัวรถทั้งคัน ดังนั้นเลขที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับว่าเราบรรทุกของในแต่ละครั้งมากน้อยแค่ไหน หากบรรทุกมากลมยางที่ดีควรมากกว่ารถที่บรรทุกน้อยกว่า หากเราเติมลมยางไปในระดับที่พอเหมาะ เราจะขับขี่รถได้อย่างนุ่มนวลมากขึ้น ยืดอายุการใช้งานยางมากขึ้น

เมื่อไหร่เราควรเติมลมยาง

มีกฎง่ายๆในการเติมลมยางรถ คือเติมลมยางทุกครั้งที่เติมน้ำมัน เติมลมยางทุกครั้งที่อุณหภูมิเปลี่ยนทุก 10 องศาหรือเติมลมยางทุก 30 วัน 

 

 

เบ้าโช๊คอัพเสียจะเป็นยังไง?

เบ้าโช๊คอัพจะเป็นอะไหล่ชิ้นสุดท้ายที่ช่างซ่อมรถนึกถึงเสมอ

เบ้าโช๊คอัพ อะไหล่ที่หลายคนมองข้าม มีหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างสปริงโช๊คอัพและอะไหล่ช่วงล่างของรถทั้งคัน เมื่อช่วงล่างรถยนต์มีปัญหา หลังจากเช็คเพลาขับ ลูกหมาก คานปีกนกและอะไหล่ชิ้นอื่นจนแน่ใจว่าไม่มีปัญหาแล้ว ขั้นต่อไปที่ควรทำคือการเช็คตำแหน่งของสตรัทว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่

อาการที่พบได้ประจำเมื่อเบ้าโช๊คอัพเสียจะเป็นเสียงดังกึกกักหรือเสียงบด โดยเฉพาะในความเร็วที่ต่ำๆ การเปลี่ยนเกียร์ การขับรถลงหลุมการขึ้นเนินหลังเต่าหรือการขับรถบนทางขรุขระ สามารถทำให้ได้ยินเสียงจากเบ้าโช๊คอัพที่มีปัญหาได้ทั้งสิ้น โดยปกติเราควรเปลี่ยนโช๊คอัพและเบ้าโช๊คอัพเมื่อรถยนต์วิ่งเกิน 100,000 กิโลเมตรขึ้นไป เพื่อให้แน่ใจว่าช่วงล่างรถยนต์จะไม่มีปัญหาอื่นเพิ่มเติมตามมา  

ในบางกรณี เบ้าโช๊คอัพอาจจะเสียก่อนเวลาได้ แม้ว่ารถยนต์จะมีไมล์น้อยก็ตาม ปัญหานี้ส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่การออกแบบชิ้นส่วนเบ้าโช๊คอัพที่ไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวถนนของแต่ละประเทศจากโรงงานตอนแรก และมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์เบ้าโช๊คอัพใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพถนนมากขึ้น ซึ่งการแก้ไขนี้ยังทำได้ไม่ดีพอ ทำให้เกิดการชำรุดก่อนเวลาของเบ้าโช๊คอัพตามมา

อีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยคือการใช้ water jet ฉีดเข้าไปในล้อ แรงดันมหาศาลจากปืนทำให้เบ้าโช๊คอัพเกิดการชำรุดได้ น้ำที่ปนเข้าไปในเบ้าโช๊คอัพอาจจะเกิดการแข็งตัวในสภาพภูมิอากาศที่เย็นจัด ทำให้เบ้าโช๊คอัพตายได้ในที่สุด

การขับรถด้วยเบ้าโช๊คอัพที่ชำรุดไปเรื่อยๆจะทำให้ช่วงล่างรถยนต์เสื่อมสภาพอย่างไว ซึ่งอะไหล่ชิ้นอื่นอาจจะได้รับความเสียหายไปด้วย สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือการไม่สมดุลของรถยนต์ เวลาขับน้ำหนักจะเทไปข้างใดข้างหนึ่งตลอด หากปล่อยไว้นานๆอาการเหล่านี้จะยังคงอยู่ แม้ว่าจะเปลี่ยนเบ้าโช๊คอัพใหม่มาแล้ว

หากยอยกากบาทพัง รถจะมีอาการอย่างไร

ยอยกากบาทเป็นอะไหล่ชิ้นหนึ่งที่จะเจอได้ในรถกระบะขับเคลื่อนล้อหลัง SUV หรือรถ off-road ยอยกากบาทมีหน้าที่ปรับองศารถให้พอดีระหว่างอะไหล่ช่วงล่างและคันส่งขับด้านหลังรถ จะทำให้ตัวเพลาขับและอะไหล่ชิ้นอื่นที่ทำหน้าที่ร่วมกันสามารถหมุนตัวได้อย่างอิสระเพื่อที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่รถเสียการควบคุม ต่อไปนี้คืออาการของรถหากยอยกากบาทมีปัญหา

1.เสียงกึกกักตอนรถเริ่มขยับทั้งเดินหน้าและถอยหลัง

ยอยกากบาทแรกเริ่มจะถูกหล่อลื่นมาจากโรงงานอย่างดี แต่เมื่อใช้ไปเรื่อยๆความหล่อลื่นจะค่อยๆหมดไป เนื่องจากยอยกากบาทจะบิดตัวไปมาเวลาทำงาน ทำให้นำ้มันหล่อลื่นในยอยมีโอกาสสูญหายไปเรื่อยๆ ทำให้ถ้วยสัมผัสกับตัวยอยโดยตรง เมื่อเกิดการหมุนของยอยจากการหักเลี้ยวของตัวรถมากๆ จะทำให้เกิดเสียงรบกวนได้ เสียงรบกวนนี้จะไม่ได้ยินหากรถเคลื่อนตัวด้วย

2.เสียงก๊อกแก๊กเมื่อเปลี่ยนเกียร์จากเดินหน้าเป็นถอยหลัง

เสียงที่ได้ยินเมื่อเปลี่ยนเกียร์จากเดินหน้าเป็นถอยหลังบ่งบอกถึงการเสื่อมสภาพของยอยกากบาทที่ไม่สามารถคุมให้คันส่งหมุนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะนี้จะสามารถเจอได้หลังจากน้ำมันหล่อลื่นในตัวยอยกากบาทหายไปจนหมด การหล่อลื่นยอยเก่าจึงทำให้ยอยเก่าใช้งานได้นานขึ้น

3.อาการสั่นสะเทือนที่มากขึ้นตอนใช้ความเร็วสูง

การสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นนี้บ่งบอกว่ายอยกากบาทเสื่อมสภาพจนทำให้ไม่สามารถควบคุมเพลาขับให้อยู่ในแกนหมุนปกติได้ ทำให้รถเสียสมดุลและเกิดการสั่นสะเทือนที่มากขึ้น การสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากยอยกากบาทมีปัญหาจะมากกว่าปกติ เนื่องจากตัวเพลาขับหมุนในอัตราที่มากกว่า 3-4 เท่าของล้อรถ ยอยกากบาทที่พังจะทำให้อะไหล่ชิ้นอื่นได้รับความเสียหายด้วย การเลือกยอยกากบาทใหม่ที่ได้รับการหล่อลื่นที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ป้องกันไม่ให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย

4.นำ้มันรั่วจากท้ายเครื่องยนต์

น้ำมันเครื่องรั่ว หยดให้เห็นตามทางสามารถพบได้จากรถที่ยอยกากบาทพัง การสั่นสะเทือนที่กล่าวไปข้างต้นจะทำให้สายน้ำมันเครื่องได้รับความเสียหายและเกิดการรั่วออกจากสายได้ในที่สุด การตรวจดูรอยรั่วจึงเป็นสิ่งจำเป็นและควรรีบทำอย่างเร็วที่สุด

การขับขี่รถยนต์อย่างปลอดภัยในช่วงฤดูฝน

ในฤดูฝนผู้ขับขี่บางคนอาจจะมีความเสี่ยงจากการใช้รถบนถนนที่เปียกลื่น ทิปต่อไปนี้จะช่วยให้คุณสามารถขับขี่รถได้อย่างปลอดภัยในช่วงฤดูฝน

เช็คล้อรถ

ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ควรหมั่นเช็คล้อรถยนต์ว่าลมยางอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ นอกจากนั้นยังควรเช็คว่าดอกยางโล้นหรือไม่ อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจคือภาวะ hydroplanning ซึ่งเกิดจากการที่แรงดันน้ำบนถนนดันล้อให้ลอยตัวขึ้นสูงจากพื้นถนน ทำให้ล้อไม่ยึดเกาะกับตัวถนน รถยนต์จึงทรงตัวไม่ได้ อาจทำให้รถยนต์เหินหรือพลิกคว่ำได้ในที่สุด ฉะนั้นการหลีกเลี่ยงภาวะ hydroplanning การเช็คลมยางและดอกยางจึงเป็นสิ่งสำคัญ ลมยางไม่ควรแข็งหรืออ่อนไปและดอกยางหากโล้นควรรีบเปลี่ยนใหม่ อย่างไรก็ตามหากคุณเจอสภาวะ hydroplanning สิ่งที่ไม่ควรทำคือการเหยียบเบรคอย่างกะทันหัน เนื่องจากรถอาจจะเสียการควบคุมและเสียหลักไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง คุณควรถอนคันเร่งออกมาอย่างช้าๆรอจนกว่ารถจะอยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้ และหากต้องการเหยียบเบรคให้ค่อยๆเบรคแทน

การขับช้าๆ

The slower you drive, the safer it is for you การขับรถในความเร็วต่ำช่วยให้ล้อรถสามารถยึดเกาะกับพื้นถนนได้มากขึ้น การเหยียบเบรคบนถนนลื่นยังเพิ่มโอกาสทำให้รถหมุนมากขึ้น

เช็คไฟรถยนต์

คุณควรเช็คทั้งไฟหน้า ไฟเลี้ยวและไฟท้ายรถทุกครั้งเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน การเปิดไฟหน้าระหว่างขับรถกลางฝนนอกจากจะช่วยให้เห็นวิสัยทัศน์ดีขึ้น ยังทำให้รถคันอื่นสังเกตรถเราง่ายอีกด้วย การเว้นระยะห่างระหว่างรถก็เป็นสิ่งสำคัญ ระยะที่ปลอดภัยคือสองช่วงความยาวรถยนต์

การจอดรถ 

ในกรณีที่ฝนตกหนักมากจนบดบังวิสัยทัศน์ เนื่องจากฝนตกหนักจะทำให้เกิดเป็น sheet of water บังกระจกหน้าเราจนมองไม่เห็นทาง การจอดรอฝนซาจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ปลอดภัย อีกเหตุผลหนึ่งคือ ฝนที่ตกมาในช่วงแรกจะทำให้ถนนลื่นกว่าปกติเนื่องจากเศษฝุ่นและดินจะผสมกับน้ำฝนทำให้เกิดเป็นชั้นบนถนนที่ทำให้รถลื่นมากขึ้น การขับรถในช่วงนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

การขับขี่บนถนนระหว่างฝนตกเกิดอันตรายขึ้นได้เสมอ ผู้ขับขี่ทุกคนจึงควรระมัดระวังมากกว่าเดิมและเพิ่มความรับผิดชอบต่อการขับขี่บนนถนนสาธารณะ

จะทำอย่างไรเมื่อรถยนต์คุณถูกน้ำท่วม?

การขับรถลุยพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังจะทำความเสียหายแก่รถยนต์ได้ ฉะนั้นการหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังจึงเป็นการดีที่สุดในการรักษารถ แต่ในกรณีจำเป็นที่ต้องขับฝ่าน้ำท่วมไป คุณจำเป็นต้องรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับรถยนต์บ้างหรือแม้แต่รถยนต์หลังจากจมน้ำทั้งคัน จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนั้น เริ่มจากโดยปกติโรงงานจะทดสอบรถยนต์ทุกคันกับ water tests ดังที่เราจะได้เห็นตามโฆษณาที่รถยนต์วิ่งผ่านแอ่งน้ำขังขนาดใหญ่และยังวิ่งต่อไปได้ ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่แบบนั้น

น้ำที่สร้างปัญหากับรถยนต์เกิดได้สองกรณีคือรถยนต์จอดนิ่งแล้วมีน้ำมาท่วมเอง กับรถยนต์ที่วิ่งผ่านช่วงที่มีน้ำท่วมขังสูง รถยนต์ใหม่ๆจะมีรอยต่อระหว่างชิ้นส่วนแต่ละชิ้นน้อย จึงทำให้การซึมผ่านของน้ำเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตามน้ำที่รั่วเข้ามาในรถสามารถก่อให้เกิดปัญหาได้ตามระดับความสูงดังนี้

น้ำท่วมถึงระดับแผงควบคุมหน้ารถ

ถ้าน้ำท่วมสูงถึงแผงหน้าปัดรถยนต์ สิ่งที่เราทำได้เพียงอย่างเดียวคือเปลี่ยนคันใหม่ เนื่องจากระบบควบคุมต่างๆในรถจะเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก อะไหล่บางชิ้นอาจถอดมาเป่าแห้งได้แต่รถส่วนสมัยใหม่ส่วนมากถูกควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อนทั้งแผง การซ่อมจึงเป็นไปได้ยาก  ระบบควบคุมเหล่านี้มีสัญญาณไฟฟ้าแรงดันต่ำเป็นตัวควบคุมอีกต่อ สัญญาณไฟฟ้านี้เองมีความเปราะบางเป็นอย่างมากหากโดนกับน้ำ ความเสียหายนี้อาจจะดำเนินไปเรื่อยๆเป็นปีโดยที่ไม่สามารถแก้ไขซ่อมแซมอะไรเพิ่มเติมได้ การซ่อมโดยเบื้องต้นต้องใช้น้ำสะอาดชะล้างรถในปริมาณมาก ห้ามสตาร์ทเครื่องโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวรถเพิ่มเติมหากมีน้ำขังในระบบเชื้อเพลิง

น้ำท่วมถึงระดับล้อรถ

การขับรถผ่านแอ่งน้ำขังที่ระดับล้อ ซึ่งน้ำไม่สามารถรั่วเข้ามาในตัวเครื่องยนต์ได้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ความร้อนจากเครื่องยนต์สามารถทำให้น้ำที่ปะปนมาระเหยไปเองได้ อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น สิ่งที่ควรทำคือาการนำรถเข้าเช็คสภาพเนื่องจากอาจจะมีขยะหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆเข้าไปอุดตันในช่วงล่างรถ 

น้ำท่วมถึงระดับเบาะด้านล่าง

ในบางกรณีที่รถยนต์จอดทิ้งไว้แล้วมีน้ำท่วมขังถึงระดับเบาะด้านล่าง ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะไม่น่ากังวลมาก น้ำจะยังไม่เข้าถึงตัวเครื่องยนต์จริงๆ จะมีแค่เรื่องเบาะอับชื้นที่ต้องมาแก้ปัญหาในภายหลัง

น้ำท่วมถึงระดับเครื่องยนต์

รถที่น้ำท่วมถึงระดับเครื่องยนต์จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า hydrp-locking  เนื่องจากเครื่องยนต์นั้นถูกออกแบบมาให้ลูกสูบในนั้นทำงานร่วมกับอากาศ ไม่ใช่น้ำ น้ำที่เป็นสิ่งแปลกปลอมเมื่อเข้าไปปนกับลูกสูบ จึงทำให้ลูกสูบทำงานหนักกว่าปกติ ทำให้ลูกสูบแตกได้ในที่สุด

การปฏิบัติตัวเมื่อต้องขับรถในสถานที่ที่มีน้ำท่วมขัง

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำเมื่อเจอแหล่งน้ำขังคือการหลีกเลี่ยง เปลี่ยนเส้นทางที่ไปได้ ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การขับช้าๆถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะยิ่งคุณขับเร็วมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะควบคุมรถได้น้อยลงมีมากขึ้นเท่านั้น ยางรถยนต์ที่ไม่สามารถยึดเกาะถนนจากน้ำได้มีโอกาสทำให้รถเหินได้ ยางรถยนต์ที่ดอกโล้นไม่สามารถทรงตัวรถยนต์ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีแอ่งน้ำขังจะทำให้เกิดการลื่นของตัวรถหากขับเร็ว