• เปิดทำการ จันทร์ - ศุกร์ : 9:00 - 18:00 น.

ความรู้โช๊คอัพ

ความรู้โช๊คอัพ

โช๊ครถเก๋ง

        โช๊คอัพ (shock absorber or snubber) คือ อุปกรณ์ที่ช่วยจำกัดการหดและคลายตัวของสปริงรถ หากรถยนต์ปราศจากโช๊ค ผู้ขับขี่จะสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้ามายังตัวรถโดยตรงผ่านสปริง สปริงรถที่ไม่มีโช๊คจะหดและคลายตัวสุดและทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างยากลำบาก โช๊คอัพ จะเปลี่ยนพลังงานจลย์ส่วนเกินจากสปริงเป็นพลังงานความร้อน ซึ่งจะถูกทำให้สลายไปในที่สุดจากของเหลวไฮโดรลิกซ์ในโช๊ค ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล

โช๊ครถยนต์

        การทำงานของ โช๊คอัพรถยนต์ โดยพื้นฐานแล้ว การเป็นตัวรับแรงกระแทกด้วยน้ำมันระหว่างตัวรถและล้อรถ หูบนของโช๊คจะเชื่อมกับลูกสูบ ซึ่งลูกสูบนี้จะอยู่ในท่อที่เต็มไปด้วยของเหลวไฮโดรลิก เมื่อรถยนต์ขับผ่านลูกระนาดหรือช่วงถนนที่ขรุขระ สปริงรถจะเกิดการหดและขยายตัว พลังงานจากการหดขยายนี้จะส่งผ่านไปยังโช๊ค ทำให้ลูกสูบในโช๊คเคลื่อนที่ขึ้นลงตามพลังงานที่ได้รับอย่างมหาศาลในของเหลวไฮโดรลิก

        การเคลื่อนที่ของลูกสูบในของเหลวไฮโดรลิกนี้จะเป็นตัวดูดซับพลังงานที่เกิดจากสปริง ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างธรรมชาติและราบรื่น นอกจากนี้ โช๊คอัพรถยนต์ ยังเป็นตัวที่ทำให้ล้อรถของเราเกาะติดถนนอยู่เสมอ เนื่องจากในการขับขี่ การที่ล้อรถลอย ไม่ยึดติดกับถนนจะทำให้สมรรถนะในการขับหรือเบรคแย่ลง

โช๊คอัพรถกระบะ 4 ประตู

        โช๊คอัพ โดยทั่วไปสร้างจากโลหะผสมระหว่างเหล็กและคาร์บอน คาร์บอนในโช๊คมีอยู่ 0.2 – 2.1% จากน้ำหนักโช๊ค โช๊คที่มีปริมาณของคาร์บอนที่ต่างกัน จะทำให้ความยืดหยุ่น ความแข็ง ความอ่อนตัวของโช๊คต่างกัน

เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนโช๊ค?

        โช๊คอัพ รถยนต์ควรเปลี่ยนเมื่อเลขไมล์บนรถอยู่ที่ประมาณ 50,000 – 100,000 ไมล์ แต่ถ้ารถถูกใช้งานบนถนนขรุขระ หรือมีหลุมบ่อมากเป็นพิเศษ ก็ควรจะเปลี่ยนโช๊คที่ไมล์น้อยกว่ารถที่ขับบนทางเรียบปกติ

        หลายคนอาจจะเคยรู้มาว่าโช๊คน้ำมันนิ่มกว่าหรือเราจะไม่ใช้โช๊คแก๊สสำหรับรถบรรทุกของมากๆ จริงๆแล้วเหตุผลข้างต้นถูกแค่ครึ่งเดียว โดยปกติแล้วโช๊คน้ำมันในสมัยก่อนจะมีหน้าที่ 2 อย่างคือทำให้การขับขี่รถนุ่มนวลและการควบคุมรถที่มั่นคง แต่ โช๊คอัพ น้ำมันไม่สามารถทำหน้าที่สองอย่างนี้ได้พร้อมๆกันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

        ใน โช๊คอัพ น้ำมันที่มีวาล์วนิ่ม วาล์วในโช๊คน้ำมันไม่สามารถขยายขนาดได้ น้ำมันสามารถไหลผ่านได้ง่ายกว่า โช๊คน้ำมันชนิดนี้จึงทำให้การขับขี่นุ่มนวลขึ้น แต่ไม่สามารถควบคุมตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก ในขณะที่ โช๊คอัพ น้ำมันที่มีวาล์วแข็ง น้ำมันไหลผ่านวาล์วได้ยากกว่า การควบคุมจะดีกว่าโช๊คน้ำมันแบบแรก แต่การขับขี่จะรู้สึกได้ว่าแข็ง ไม่สบายมาก นอกจากนี้ในโช๊คน้ำมัน อากาศยังสามารถเข้าไปทำปฏิกิริยากับน้ำมันในตัวโช๊ค ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า aeration หรือการมีฟองอากาศในน้ำมัน ทำให้เกิดเสียงรบกวนจากโช๊ค และทำให้โช๊คทำงานได้ไม่เต็มที่

        โดยพื้นฐานแล้ว โช๊คอัพ แก๊สเกิดจากการที่เราอัดแก๊สไนโตรเจนลงไปในภาวะแรงดันต่ำ โช๊คแก๊สโดยรวมทั่วไปแล้วเหมือนกับโช๊คน้ำมันทุกอย่าง ยกเว้นขนาดของวาล์วที่มีขนาดใหญ่กว่า ทำให้การขับนี่นั้นนุ่มนวลและสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคงในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้นการที่มีแก๊สไนโตรเจนในโช๊คยังกันไม่ให้เกิดภาวะ aeration ทำให้โช๊คทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

        ส่วนคำถามที่ว่าทำไมโช๊คน้ำมันถึงนิ่มกว่าโช๊คแก๊ส คำตอบคือโช๊คแก๊สจะยืดหดตัวได้เร็วกว่าโช๊คน้ำมัน จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่าโช๊คแก๊สแข็งกว่าโช๊คน้ำมัน

        การมีเสียงรบกวนขณะขับรถนั้นสาเหตุส่วนใหญ่มาจากช่วงล่างรถยนต์ การยกรถขึ้นลิฟต์เพื่อตรวจสภาพสามารถทำได้ แต่เสียงบางเสียงนั้นเราสามารถรู้ต้นตอก่อนเอารถเข้าอู่ได้

        เสียงก๊อกแก๊กขณะลดความเร็ว เมื่อเราเบรครถ น้ำหนักรถทั้งหมดจะถูกเทมาส่วนด้านหน้า ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่จะมาจากโช๊คหน้าทั้ง โช๊ครถเก๋ง และ โช๊ครถกระบะ ในกรณีนี้สิ่งที่ควรทำอันดับแรกคือการเช็คว่ามีน้ำมันรั่วซึมจากตัวโช๊คหรือไม่ เพราะโช๊ครั่วจะทำให้เกิดการฝืดของลูกสูบในโช๊คจนเกิดเสียงได้ อีกสาเหตุหนึ่งที่เสียงก๊อกแก๊กเกิดขึ้นได้ขณะเบรคคือ ผ้าเบรคล้อหลังมีปัญหา

        เสียงก๊อกแก๊กเมื่อรถลงหลุม โดยส่วนมากเสียงก๊อกแก๊กที่เกิดขึ้นขณะขับรถลงหลุมเกิดขึ้นได้จากทั้ง โช๊ครถเก๋ง และ โช๊ครถกระบะ เนื่องจากโช๊คเป็นตัวเชื่อมระหว่างช่วงล่างของรถและล้อรถยนต์ ดังนั้นโช๊คจึงมีผลกับความนุ่มนวลในการขับ

        เสียงก๊อกแก๊กเมื่อขึ้นเนิน เสียงก๊อกแก๊กจากการขึ้นเนินเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยคือลูกหมากต่างๆที่เป็นข้อต่อ (joint) ลูกหมากที่หลวมจากการใช้งานสามารถทำให้เกิดเสียงขณะขึ้นเนินได้ การเช็คสามารถทำได้ด้วยการยกรถขึ้นลิฟต์และลองเทสลูกหมากขึ้นลง หากลูกหมากหลวมหรือชำรุดจริงจะสามารถรู้สึกได้ด้วยมือเปล่า

        เสียงก๊อกแก๊กคล้ายเหล็กชนกัน เกิดขึ้นได้ถ้าหากบู๊ชปีกนกมีปัญหา จากการที่บูชแห้งและแตกทำให้ทุกครั้งที่ล้อรถยนต์เคลื่อนที่ขึ้นลง เราจะได้ยินเสียงคล้ายเหล็กกระทบกันเสมอ บูชปีกนกที่เสียยังทำให้รถยนต์สั่นขณะขับที่ความเร็วสูงอีกด้วย นอกจากนั้นสปริงที่ถูกติดตั้งในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราได้ยินเสียงนี้

        เสียงก๊อกแก๊กเมื่อเลี้ยวรถ เสียงรบกวนขณะเลี้ยวรถเกิดขึ้นได้หากเบ้า โช๊คอัพรถยนต์ มีปัญหา เนื่องจากซีลของตัวเบ้าโช๊คอาจจะแตกหรือชำรุด ทำให้เราได้ยินเสียงบดขณะกำลังหมุนพวงมาลัยได้

2 สาเหตุหลักๆที่ทำให้รถเกิดอาการกระเด้งไปมาและขับไม่นุ่มนวลคือ ยางรถยนต์และช่วงล่าง

1.ยางรถยนต์เป็นอุปกรณ์หลักที่เชื่อมต่อเรากับถนนโดยตรง การที่ยางมีปัญหาอาจทำให้การขับขี่สะดุดได้ ยางรถที่มีปัญหามีสองสาเหตุ คือ

1.1 ลมยางมากเกินไป การที่ยางรถมีลมบรรจุมากเกินไป จะทำให้ยางไม่สามารถดูดซับแรงกระแทกจากถนนได้ เหมือนล้อสเก๊ตบอร์ดที่มีความแข็งกระด้าง

1.2 ยางรถยนต์ผิดรูป

2.ช่วงล่างเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการกระโดดของรถได้เนื่องจากหน้าที่หนึ่งของช่วงล่างคือการดูดซับแรงที่มาจากถนนไปยังรถยนต์และคนขับ การที่ช่วงล่างรถยนต์มีปัญหาเกิดได้จากหลายสาเหตุ คือ

2.1 โช๊คอัพรถยนต์ มีปัญหา เนื่องจาก โช๊คอัพ ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างช่วงล่างของรถยนต์และตัวรถยนต์ การดูดซับแรงกระแทกจากตัวถนนผ่านของเหลวไฮโดรลิกซ์จึงเป็นหน้าที่หนึ่งของโช๊ค เมื่อโช๊คมีปัญหา เราจึงสัมผัสได้ถึงแรงกระแทกโดยตรง

2.2 ช่วงล่างรถไม่ได้รับการหล่อลื่นที่มากพอ ช่วงล่างรถยนต์ต้องการการหล่อลื่นเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่น้ำมันในช่วงล่างรถยนต์ไม่พอหรือถูกเจือปนจากสิ่งสกปรกอาจทำให้ทำงานดูดซับแรงกระแทกจากถนนได้ไม่เต็มที่

2.3 ผ้าเบรคหรือจานเบรคมีปัญหา ปกติแล้วการการเหยียบเบรคแต่ละครั้ง ผ้าเบรคจะเสียดสีกับจานเบรคทำให้เกิดแรงเสียดทานซึ่งจะทำให้รถมีความเร็วช้าลง แต่ในกรณีที่ผ้าเบรคหรือจานเบรคมีปัญหา แรงเสียดทานในที่นี้จะมากขึ้นทำให้คนขับรถรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนมากกว่าเดิม อาการรถกระโดดหรือไม่มั่นคงขณะขับเป็นอาการที่อันตรายและควรได้รับการตรวจสอบโดยช่างที่ชำนาญ เนื่องจากแรงกระแทกที่มากกว่าเดิมจะทำให้ช่วงล่างและตัวเครื่องยนต์ได้รับความเสียหายมากขึ้น

C – Car veering or sliding in side winds รถสไลด์ไปทางอื่น

ผู้ขับสามารถรู้สึกถึงตัวรถที่พร้อมจะเซไปในทิศทางซ้ายขวาได้ตลอดเวลา โช๊คอัพ ที่เสียจะทำให้การขับไม่มั่นคงและอันตราย

U – Uneven wear appearing on your tires ล้อไม่เกาะถนน

โช๊คอัพรถยนต์ ที่ชำรุดจะทำให้ล้อรถไม่เกาะถนน ซึ่งทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Hydroplaning หรืออาการเหินน้ำเวลาขับบนถนนที่มีน้ำขัง

R – Rocking, rolling and rattling รถสั่นขณะขับขึ้นเนิน

ปกติแล้วทั้ง โช๊ครถเก๋ง และ โช๊ครถกระบะ มีหน้าที่ดูดซับแรงสั่นสะเทือนเวลารถขึ้นเนิน หากรถขึ้นเนินแล้วผู้ขับมีความรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนประมาณมากกว่าปกติเป็นเวลานาน แปลว่าโช๊คอาจจะเสียได้

S – Swerving and dipping when applying your brakes รถเสียการควบคุมขณะเบรก

วาล์วหรือลูกสูบในโช๊คที่เสียจะทำให้รถควบคุมยากขึ้นขณะเบรค ในกรณีที่โช๊คเสีย รถขณะเบรคจะเสียการทรงตัวได้ง่าย เช่น หัวทิ่มไปข้างหน้ามากขึ้น

E – Excessive vibration in your steering wheel รถสั่นไม่จบหลังขับในทางขรุขระ

ปกติแล้วการขับรถไปในทางขรุขระจะมีอาการสั่นได้เสมอ แต่เมื่อขับในทางเรียบแล้วยังมีอาการสั่นอีก แปลว่า โช๊คอัพ อาจจะมีปัญหาได้

D – Delayed or longer stopping distances เบรคนานมากกว่าเดิม

ทั้ง โช๊ครถเก๋ง และ โช๊ครถกระบะ ที่เสียจะให้การเบรครถแต่ละครั้งใช้เวลาและระยะทางมากกว่าเดิมเมื่อเทียบกับรถยนต์ ที่โช๊คอยู่ในสภาพดี โช๊คที่ดีจะช่วยเรื่องระยะเบรคได้ดีขึ้น 20%